เมื่อพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต
(เวียงจันทน์) สวรรคต พระยาเมืองแสนได้ชิงเอาราชสมบัติขึ้นครองเวียงจันทน์
พระมเหสีของพระเจ้ากรุงเวียงจันทน์องค์เดิมได้พาโอรส
2 พระองค์ คือ เจ้าองค์หล่อ และเจ้าองค์หน่อ
(เจ้าหน่อกุมาร) อพยพหลบหนีตามลำน้ำโขงมาอาศัยอยู่กับ
พระครูโพนเสม็ด เมื่อเจ้าองค์หล่อเจริญวัยขึ้น
มีความ
โกรธแค้นพระยาเมืองแสนซึ่งชิงเอาราชสมบัติ
จึงพาบ่าวไพรไปอยู่เมือง ญวน ซ่องสุมผู้คนคอยหาโอกาสแก้แค้น
พระยาเมืองแสน ฝ่าย เมื่อพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต
(เวียงจันทน์) สวรรคต พระยาเมืองแสนได้ชิงเอาราชสมบัติ
ขึ้นครองเวียงจันทน์ พระมเหสีของพระเจ้ากรุงเวียงจันทน์องค์เดิมได้พาโอรส
2 พระองค์ คือ เจ้าองค์หล่อ
และเจ้าองค์หน่อ (เจ้าหน่อกุมาร) อพยพหลบหนีตามลำน้ำโขงมาอาศัยอยู่กับ
พระครูโพนเสม็ด เมื่อเจ้าองค์หล่อ
เจริญวัยขึ้น มีความโกรธแค้นพระยาเมืองแสนซึ่งชิงเอาราชสมบัติ
จึงพาบ่าวไพรไปอยู่เมือง ญวน ซ่องสุมผู้คน
คอยหาโอกาสแก้แค้นพระยาเมืองแสน
ฝ่ายพระยาเมืองแสนผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุตเห็นว่าพระครูโพนเสม็ด
มีผู้คนรักใคร่เกรงกลัวนับถือมากหากปล่อยไว้อาจจะคิดแย่งชิงเอาบ้านเมืองจึง
คิดจะกำจัดพระครูโพนเสม็ดเสีย
เมื่อพระครูโพนเสม็ดรู้ระแคะระคายว่าพระยาเมืองแสนจะคิดทำร้ายจึงรวบรวม
ผู้คนได้ 3 พันเศษ
พาเจ้าหน่อกุมารพร้อมด้วยมารดา
(พระมเหสีของพระเจ้ากรุงเวียงจันทน์) อพยพลงมาตามลำน้ำโขง
เมื่อเห็นว่า
ที่ใดทำเลดีัีอุดมสมบูรณ์ก็ให้ผู้คนที่ติดตามแยกย้ายกันตั้งบ้านตั้งเมือง
ขึ้นตามความสมัครใจในแถบถิ่นสองฝั่ง
แม่น้ำโขงจึงเกิดเป็นเมืองต่าง ๆ ขึ้นและแผ่ขยายต่อมาออกไปทั่วภาคอีสานในปัจจุบัน
|
|
ท่านพระครูโพนเสม็ด
อพอพผู้คนลงมาตามลำน้ำโขง เมื่อถึงที่ใดก็มีคนเลื่อมใสศรัทธามากขึ้นตามลำดับ
ท่านพระครูโพนเสม็ดได้บูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมเมื่อ
พ.ศ. 2233 และได้แบ่งคนจำนวนหนึ่งให้อยู่อุปฐาก
พระธาตุพนม แล้วได้อพยพต่อไปถึงนครจำบากนาคบุรีศรี
(นครจำปาศักดิ์) จึงได้ยกเจ้าหน่อกุมารขึ้นเป็นกษัตริย์
ถวายพระนามว่า เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทชางกรูเปลี่ยนนามนครจำบากนาคบุรีศรี
เป็นนครจำปาศักดิ์ เมื่อ พ.ศ. 2256
เมืองมุกดาหารได้ก่อกำเนิดขึ้นในยุคนี้
โดยได้อพยพลงมาทางใต้ตามลำดับ จากเมืองไร่เมืองปุงบ้านน้ำน้อยอ้อยหนู
ลงมาตามลำน้ำโขงและตั้งบ้านตั้งเมืองอยู่
ณ บ้านหลวงโพนสิม (บริเวณธาตุอิงฮ้งแขวงสุวรรณเขตในปัจจุบัน)
เมื่อเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทชางกรู สถาปนานครจำปาศักดิ์ขึ้นในปี
พ.ศ. 2256 จึงได้ตั้งเจ้าเมืองขึ้นคือ |
|
•
ตั้งเจ้าจันทร์สุริยวงษ์ เป็นเจ้าเมืองหลวงโพนสิม
(ต่อมาได้อพยพมาตั้งเมืองมุกดาหาร)
• ตั้งให้ท้าวสุด เป็นพระชัยเชษฐฯ เจ้าเมืองหางโค
(เมืองเชียงแตง)
• ตั้งให้เจ้าแก้วมงคล
(จารย์แก้ว)
เป็นเจ้าเมืองเมืองทง(ภายหลังเปลี่ยนนามเป็นเมืองสุวรรณภูมิ)
และต่อมาได้แยกเป็นเมืองร้อยเอ็ด
สารคามกาฬสินธุ์ ขอนแก่น ฯลฯ
• ตั้งให้ท้าวมั่น เป็นหลวงเอกอาษาเจ้าเมืองสาลวัน
(ต่อมาแยกเป็นเมืองสาลวัน เมืองคำทองใหญ่
เมืองคำทองน้อย ซึ่งอยู่ในแขวงสาลวันและแขวงวาปีคำทองในประเทศลาวปัจจุบัน)
• ตั้งให้อาจารย์โสม เป็นเจ้าเมืองอิ๊ดตะบือ
(เมืองอัตบือ)
เมืองต่าง
ๆ เหล่านี้ได้มีบุตรหลานสืบสกุลเป็นเจ้าเมืองต่อ
ๆ กันมา และได้แตกแยกออกเป็นเมืองต่าง ๆ
เพิ่มขึ้น
มากมาย ฝ่ายเมืองหลวงโพนสิม
เมื่อเจ้าจันทร์สุริยวงษ์ถึงแก่กรรมแล้ว
เจ้ากินรีได้เป็นเจ้าเมืองสืบต่อมาอีก
จนถึง พ.ศ. 2310 จึงได้อพยพข้ามโขงมาตั้งเมืองใหม่
ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงปากห้วยมุก
มูลเหตุที่เจ้ากินรี
จะย้ายเมืองมาตั้งใหม่มีอยู่ว่า วันหนึ่งนายพราน
จากบ้านหลวงโพนสิมได้ข้ามโขงมาล่าสัตว์ตรง
ปากห้วยบังมุกได้พบต้นตาลต้นหนึ่งมี
7 ยอด
และเห็นกองอิฐปรักพังอยู่บริเวณใต้ต้นตาล
7 ยอดนั้น
จึงสันนิษฐานว่าคงเป็นบ้านเมืองในสมัยโบราณมาก่อน
นายพรานจึงนำไปเล่าให้เจ้ากินรีฟัง
เมื่อเจ้ากินรี
มาตรวจดู เห็นว่าเป็นทำเลดี เหมาะสมที่จะตั้งบ้านตั้งเมือง
จึงได้ชักชวนพรรคพวกมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ทางฝั่งขวา
แม่น้ำโขงตรงปากห้วยมุกวันหนึ่งขณะที่เจ้ากินรีควบคุม
บ่าวไพร่ในกลางป่าอยู่ใกล้ต้นตาล
7 ยอด
เจ้ากินรีได้พบพระพุทธรูป 2 องค์ |
|
|
์องค์ใหญ่
่เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน องค์เล็กเป็นพระพุทธรูปเหล็กอยู่ใต้ต้นโพธิ์
เจ้ากินรีจึงให้สร้างวัดขึ้น
ในบริเวณนั้นและตั้งชื่อว่า วัดศรีมุงคุณ
(วัดศรีมงคล) เพื่อเป็นมงคลนามแก่ชาวเมืองและเป็นที่ประดิษฐาน
พระพุทธรูปทั้งสององค์
เมื่ออัญเชิญพระพุทธรูปสององค์ไปไว้ในโบสถ์แล้ววันรุ่งขึ้นอีกวันเมื่อพระ
ภิกษุประจำวัด
จะเข้าไปสักการะ ก็ปรากฏว่าไม่พบพระพุทธรูปเหล็ก
(องค์เหล็ก) เมื่อค้นดูรอบ ๆ บริเวณวัด
ปรากฏว่า
พระพุทธรูปเหล็กกลับไปประดิษฐานอยู่ใต้ต้นโพธิ์ที่เดิมแต่จมลงไปในดิน
และวันต่อ ๆ มาก็ค่อย ๆ จมลงในดิน
เหลือแต่ยอดพระโมฬี เจ้ากินรีจึงให้สร้างแท่นสักการะบูชาไว้
ณ ที่นั้นและถวายพระนามว่า พระหลุมเหล็ก
ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่่คงประดิษฐานอยู่ในโบสถ์วัดศรีมงคล
เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อเจ้ากินรีตั้งเมืองขึ้นใหม่ ตอนกลางคืนจะเห็นแก้วดวงหนึ่งสีสดใสลอยออกจากต้นตาล
7 ยอด แล้วลอยกลับมา
ที่ต้นตาลตอนเช้ามืดแทบทุกคืน เจ้ากินรีจึงเรียกนามแก้วศุภนิมิตรนั้นว่า
แก้วมุกดาหาร เพราะอยู่ใกล้ห้วยบังมุก
(บัง แปลว่า ลำห้วย) อีกทั้ง ได้มีผู้พบเห็นไข่มุกอยู่ในหอยกาบ
(หอยกี้)ในลำน้ำโขงอีกด้วย
และตั้งนามเมืองว่า
เมืองมุกดาหาร
เมื่อเดือน 4 ปีกุน พ.ศ. 2313(มุกดาหาร
หมายถึง แก้วไข่มุก) เป็นต้นมา และมีเจ้าปกครอง
สืบต่อกันมาตามลำดับ รวม 8 คน |
|
| | |
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น